วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568
เรื่องเล่า เขาบังเหย พระกัณฐพันธ์ยุทธ ฐิตธัมโม (พระอาจารย์ นก)
วัดดอยแม่ปั๋ง เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ในตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ 150 ไร่ ปัจจุบันมีพระครูสุจิณณานุวัตร (พระหนูพิน) ฐุนุตตโม เป็นเจ้าอาวาส
วัดดอยแม่ปั๋งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2479 เป็นวัดที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เคยจำพรรษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 จนถึงมรณภาพในปี พ.ศ. 2528 ภายในวัดที่เกี่ยวข้องกับพระเกจิอาจารย์ชื่อดังท่านนี้ ได้แก่ วิหารไม้ กุฏิหลวงปู่แหวน กุฏิไม้ที่เรียกว่า โรงย่างกิเลส หรือ โรงไฟ และวิหารที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่แหวนเท่าองค์จริง[1]
อาคารและเสนาเสนะประกอบด้วย อุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฎิสงฆ์ จำนวน 39 หลัง วิหาร ศาลาอเนกประสงค์ ศาลาบำเพ็ญบุญ พิพิธภัณฑ์มณฑปประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนและอัฐิ รวมทั้งอัฐบริขารของหลวงปู่แหวน พลับพลา ศาลา 9 ห้อง และศาลาจันทโรจน์วงค์ ปูชนียวัตถุ มีพระพุทธรูปเนื้อโลหะ และเจดี
ศาสนสถานภายในวัดเมื่อสร้างเสร็จก็อยู่คู่กับวัดไปตลอดชาติ เป็นมรดกของพุทธศาสนา เป็นของพุทธศาสนิกชน ซึ่งต้องสร้างให้ขึ้นชื่อว่าดีที่สุด ไม่ใช่เป็นของพระอย่างที่คนเข้าใจกัน พระเป็นเพียงผู้รวบรวมพลังศรัทธาของญาติโยมเท่านั้น
อย่างไรก็ตามแม้ว่าพระอาจารย์นกจะเป็นหัวแรงสำคัญในการนำศรัทธาญาติโยมและลูกศิษย์ในการสร้างวัดเขาบังเหย แต่ท่านไม่ได้เป็นและรับตำแหน่งเจ้าอาวาส พระที่เป็นเจ้าอาวาสชื่อ “พระครูไพบูลย์ธรรมกิจ” ซึ่งมีชื่อเสียงมาก ญาติโยมในพื้นที่แถบนี้ไม่น้อยกว่า ๓ อำเภอ พากันหลั่งไหลไปกราบ กอปรกับวัดนี้มีพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นพระหมอยา มีความสามารถ “ผสมยา” ในป่า ต้มให้ญาติโยมอาบ อบ รักษาโรคฟรี ไม่ต้องใช้เงินบูชาเอายาใดๆ คนป่วยส่วนใหญ่หายจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
พระอาจารย์นก เป็นพระสายปฏิบัติศิษย์หลวงปู่แหวน สุจิณโณ แห่งดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ ท่านบวชเณรมาจาก จ.ชัยภูมิ ไปอยู่ปรนนิบัติหลวงปู่แหวน สุจิณโน ที่เชียงใหม่ ก่อนที่หลวงปู่จะละสังขาร วิชาและความรู้หลวงปู่แหวนได้เมตตาถ่ายทอดให้พระอาจารย์นก เป็นอย่างมาก
ความพิเศษของพระอาจารย์นกนอกจากสร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลแจกฟรีแล้ว สิ่งหนึ่งที่พิเศษและแตกต่างจากวัดอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง คือ ในวัดก็ไม่ได้ตั้งตู้รับบริจาค เงินที่ได้มาเปิดโรงทาน (อาหารฟรีตลอดปี) ได้มาจากญาติโยมฐานะดีบริจาคเป็นกองทุน “ลอยเอาไว้” ทั้งปี รวมทั้งมีเศรษฐีบริจาคเงินสร้างศาลา สร้างกุฏิ และกำลังสร้างพระอุโบสถหลังใหญ่ ด้วยพลังศรัทธาในวัตรปฏิบัติและคำสอนในวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์นก
“วัดเขาบังเหยชุมพลสีมาราม” สร้างขึ้นเมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว จากเริ่มแรกเป็นโรงเรือนศาลาไม้ ได้พัฒนาและสร้างศาสนสถานเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน มีศาลาปฏิบัติธรรม พระอุโบสถ หอสมาธิ ตลอดจนโรงยาสมุนไพรและที่พักรับรองญาติโยมที่มาทำบุญและปฏิบัติธรรม
จากป่าไม้ที่ถูกทำลายกลายเป็นภูเขาหัวโล้น พระอาจารย์นกได้นำศรัทธาญาติโยมปลูกต้นไม้ รักษาป่า ทำให้บริเวณวัดร่มรื่น เต็มไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ บริเวณวัดจึงมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีบรรดาสัตว์ป่ามาอาศัยอยู่ เช่น หมูป่า ลิง ไก่ป่า เต่าภูเขา ๖ ขา นกนานาชนิด ต้นไม้พืชพรรณที่เป็นยาสมุนไพรมีมากมายหลายร้อยชนิด บรรยากาศร่มเย็นมากเมื่อได้เข้ามาภายในบริเวณวัด ครูบาอาจารย์ที่บวชอยู่ในวัดนี้เป็นที่นับถือของประชาชนใน จ.ชัยภูมิ และจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก
วัดเขาบังเหยจึงเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจเที่ยวชมธรรมชาติและปฏิบัติธรรม การเดินทางใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๕ (สาย จ.ชัยภูมิ- อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์) ผ่านหน้าวัด ห่างจากตัว จ.ชัยภูมิ ประมาณ ๘๐ กิโลเมตร ถ้ามาจากมวกเหล็กวิ่งมาทางเขาน้อยผ่าน อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี เข้า อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เข้าทางลัดมาทาง ต.นายางกลัด ออกบ้านซับมงคล เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไป อ.ภักดีชุมพล ประมาณ ๓ กิโลเมตร
นอกจากนี้แล้วถ้ามาทางลำนารายณ์มีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๕ เข้าอำเภอเทพสถิต หรือถ้ามาจาก อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ เข้า อ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ ประมาณ ๗ กิโลเมตร ก็จะถึงวัด
พระอาจารย์นกบอกว่า “วัตถุมงคลแม้ว่าจะขึ้นชื่อว่ามีพุทธคุณสูง แต่ไม่มีวัตถุมงคลชนิดใดในโลกนี้กันตายได้แต่ช่วยเหลือไม่ให้ได้ตายได้ และไม่ได้หมายความว่าวัตถุมงคลชนิดเดียวกันจะช่วยเหลือคนได้ทุกคนเหมือนกัน หากต้องขึ้นอยู่กับความศรัทธาด้วย เมื่อมีศรัทธาปฏิหาริย์ย่อมเกิดขึ้นได้ เมื่อไร้ศรัทธาก็ไร้ปาฏิหาริย์ จึงไม่ควรใช้ชีวิตด้วยความประมาท ไม่ว่าคนดีหรือคนเลวหากมีศรัทธาปาฏิหาริย์ย่อมเกิดขึ้นได้เช่นกัน เมื่อทำชั่วแล้วย่อมได้รับผลแห่งกรรมชั่ว เมื่อทำดีย่อมได้รับผลแห่งกรรมดี ทุกคนย่อมหลีกหนีกฏแห่งกรรมไปไม่พ้น ” ทั้งนี้พระอาจารย์นกได้ตอบคำถามที่ว่า“การสร้างวัตถุมงคลเป็นเปลือกของพุทธศาสนาทำให้คนติดและหลงใหลในวัตถุมงคล”ไว้อย่างน่าคิดว่า “ทุกอย่างย่อมมีเปลือก ต้นไม้ก็เช่นกันอยู่ได้เพราะเปลือกที่คอยปกป้องเลี้ยงกระพี้และแก่นให้เจริญเติบโต ศาสนาก็มีเปลือกคือ”ทาน”ที่คอยปกป้องอุ้มชูเลี้ยงกระพี้คือ”ศีล”และศีลคอยปกป้องอุ้มชูเลี้ยงแก่นคือ”ภาวนา คอยปกป้องอุ้มชูเลี้ยงใจกลางแก่นคือ ” ปัญญา ” ถ้าทุกคนในศาสนานี้มุ่งแสวงหาแต่แก่นเพื่อความหลุดพ้นอย่างเดียว โดยไม่รู้จักการให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาแล้วไซร้ วันนี้พุทธศาสนาจะอยู่ได้อย่างไร เพราะถ้าทุกคนไม่รู้จักทำบุญให้ทาน ข้าวน้ำอาหาร เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นเปลือกของศาสนา พระภิกษุสามเณรก็จะอยู่ไม่ได้
พระกัณฐพันธ์ยุทธ ฐิตะธัมโม (พระอาจารย์ นก)Stories from the Master.
>
พระกัณฐพันธ์ยุทธ ฐิตธัมโม (พระอาจารย์ นก) ปัจจุบันปี ๒๕๖๘ อายุ ๖๑ ปี พรรษา ๔๑
เรื่องเล่า เขาบังเหย พระกัณฐพันธ์ยุทธ ฐิตธัมโม (พระอาจารย์ นก)
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
-
พระกัณฐพันธ์ยุทธ ฐิตธัมโม (พระอาจารย์ นก) เรื่องเล่าที่วัดเขาบังเหยฯ วัตถุมงคลของฝากจากศิษย์ สมุนไพร หมายถึง ผลิตผลธรรมชาติที่...
-
วัดดอยแม่ปั๋ง เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ในตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ 150 ไร่ ปัจจ...
-
วัดดอยแม่ปั๋ง เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ในตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ 150 ไร่ ปัจ...



















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น